
ณ นครพาราณสีอันรุ่งเรือง พระราชาพระนามว่า พระเจ้ากุสราช ทรงเป็นพระราชาผู้ทรงคุณธรรม ทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรม สัตย์ซื่อต่อพระมเหสี และรักใคร่เหล่าอาณาประชาราษฎร์เป็นยิ่งนัก พระองค์ทรงมีพระมเหสีอันเป็นที่รักยิ่งสองพระองค์ คือ พระนางปภาวดี และพระนางกัณหา
วันหนึ่ง พระนางปภาวดี ทรงมีพระครรภ์ ได้ประสูติพระโอรส เป็นผู้มีพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก พระราชาทรงปลาบปลื้มยินดีเป็นล้นพ้น ตั้งพระนามว่า “สิริปปภา” ส่วนพระนางกัณหา ก็ทรงมีพระครรภ์เช่นกัน แต่ยังไม่ได้ประสูติ
ฝ่ายพระนางปภาวดี เมื่อทรงได้พระโอรสแล้ว ก็ทรงเริ่มมีพระทัยหวั่นไหว เมื่อทรงคิดถึงพระนางกัณหา ผู้ซึ่งยังทรงพระครรภ์อยู่ ทรงเกรงว่าหากพระนางกัณหาประสูติพระโอรสขึ้นมา พระโอรสของพระนางกัณหาอาจจะได้ขึ้นครองราชย์แทนสิริปปภา พระโอรสของพระองค์
ด้วยพระดำริเช่นนี้ พระนางปภาวดีจึงทรงวางแผนการร้าย ทรงแสร้งทำเป็นประชวรหนัก และทรงขอให้พระราชาเสด็จไปเชิญพระนางกัณหามาเยี่ยม เพื่อจะได้ใช้โอกาสนี้ทำร้ายพระนางกัณหา
พระราชาทรงหลงเชื่อพระมเหสี และทรงให้พระสหายสนิท ผู้เป็นกุมารหนุ่มนามว่า “คัณหาปายิตกุมาร” ไปเชิญพระนางกัณหากลับมายังพระราชวัง
คัณหาปายิตกุมาร เป็นบุรุษผู้มีรูปงาม มีจิตใจดี และมีความซื่อสัตย์ต่อพระราชาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รับคำสั่งจากพระราชา พระองค์ก็รีบไปยังที่ประทับของพระนางกัณหา ซึ่งกำลังทรงพระครรภ์แก่ใกล้จะประสูติ
เมื่อคัณหาปายิตกุมารไปถึง ก็ได้กราบทูลเชิญพระนางกัณหาให้เสด็จกลับพระราชวังตามพระประสงค์ของพระราชา พระนางกัณหาทรงแปลกพระทัย แต่ก็มิได้ขัดข้อง ทรงรีบเตรียมพระองค์
ในระหว่างการเดินทางกลับ พระนางกัณหา ทรงมีพระครรภ์แก่จนใกล้จะประสูติ จึงทรงประชวรเป็นอย่างมาก ทรงปวดพระครรภ์อย่างหนัก
เมื่อคัณหาปายิตกุมารเห็นดังนั้น ก็มีความสงสารพระนางเป็นล้นพ้น ด้วยความที่พระองค์เป็นบุรุษ การที่จะช่วยเหลือพระนางกณหาอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและอาจเกิดความเข้าใจผิดได้
ด้วยความจำเป็น พระองค์จึงทรงนำพระนางกัณหาไปยังป่าอันใกล้ เพื่อหาที่พักพิงชั่วคราว และทรงสัญญาว่าจะรีบไปหาหมอตำแยมาช่วย
แต่ทว่า ทันทีที่คัณหาปายิตกุมารลับหายไป พระนางปภาวดีผู้มีจิตใจอาฆาต ก็ปรากฏตัวขึ้น! นางได้นำเอาสมุนไพรบางชนิดมาบดผสมกับน้ำ แล้วบังคับให้พระนางกัณหาดื่ม
“ดื่มเสีย! นี่คือยาที่จะทำให้เจ้าคลอดลูกออกมาอย่างปลอดภัย” พระนางปภาวดีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
พระนางกัณหาทรงสงสัย “นี่มันยาอะไรกัน? เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้?”
“ก็เพราะข้าไม่ต้องการให้ลูกของเจ้าได้ขึ้นครองราชย์! ทายาทของข้าเท่านั้นที่จะได้เป็นกษัตริย์!” พระนางปภาวดีกล่าวอย่างไม่ปิดบัง
พระนางกัณหาทรงหวาดกลัวและเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ทรงจำใจต้องดื่มยานั้นเข้าไป
เมื่อดื่มยานั้นเข้าไป พระนางกัณหาก็เริ่มปวดพระครรภ์อย่างรุนแรงจนสุดที่จะทนทาน และแล้ว พระนางก็ประสูติพระโอรสออกมา แต่ทว่า... พระโอรสนั้นกลับมีรูปร่างหน้าตาประหลาด ผิดมนุษย์มนา มีลักษณะเหมือนสัตว์ร้าย
พระนางปภาวดีเมื่อเห็นดังนั้น ก็ทรงหัวเราะเยาะเย้ย “ฮ่าๆๆ! ดูสิ! ลูกของเจ้าหน้าตาอัปลักษณ์เพียงนี้! มันไม่สมควรที่จะเป็นรัชทายาทของเราเลย! เอาไปโยนทิ้งเสีย!”
พระนางกัณหาทรงเสียพระทัยจนแทบสิ้นพระชนม์ แต่ก็มิอาจขัดขืนได้ ทรงอุ้มพระโอรสที่น่าสงสารขึ้นแนบอก และคิดในใจว่า “ลูกเอ๋ย แม่จะปกป้องเจ้าเอง”
ในขณะเดียวกัน คัณหาปายิตกุมาร ก็ได้นำหมอตำแยกลับมา แต่เมื่อมาถึง ก็พบว่าพระนางกัณหาได้ประสูติการแล้ว และเห็นพระโอรสที่มีรูปร่างประหลาด
พระนางปภาวดีรีบพูดขึ้น “ดูสิ! ลูกของพระนางกัณหาหน้าตาประหลาดเช่นนี้! คงจะเป็นเพราะพระนางกัณหาไปทำกรรมชั่วอะไรมาเป็นแน่! ข้าจะจัดการกับเด็กคนนี้เอง!”
แต่คัณหาปายิตกุมาร ผู้มีจิตใจดีและมองเห็นความจริง ก็ทนดูต่อไปไม่ไหว พระองค์ทรงระลึกถึงคำสอนของพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ ว่าการกระทำอันชั่วร้ายย่อมนำมาซึ่งผลกรรมอันเลวร้าย
พระโพธิสัตว์ ในอดีตชาติครั้งหนึ่ง ได้ทรงเป็นพราหมณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งได้พบกับปัญหาคล้ายคลึงกันนี้ พระองค์ได้สอนว่า “หากคิดจะทำร้ายผู้อื่น เพราะความอิจฉาริษยา หรือความโลภ การกระทำนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายตนเองในที่สุด”
คัณหาปายิตกุมาร จึงตัดสินใจที่จะปกป้องพระนางกัณหาและพระโอรส พระองค์ทรงรับสั่งให้นำพระนางกัณหาและพระโอรสไปประทับที่อื่น และทรงสัญญาว่าจะนำความจริงไปทูลพระราชา
เมื่อพระราชาทรงทราบเรื่องราวทั้งหมด ก็ทรงพิโรธพระนางปภาวดีเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงเห็นถึงความโหดร้ายทารุณ และความอิจฉาริษยาของพระนาง
“เจ้าช่างไร้ซึ่งความเมตตา! เจ้าทำลายความสุขของครอบครัวเรา!” พระราชาทรงกริ้ว
พระราชาทรงตัดสินให้เนรเทศพระนางปภาวดีออกจากเมือง และทรงรับพระนางกัณหาและพระโอรสกลับมาประทับในวัง
ส่วนพระโอรสของพระนางกัณหา แม้จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนสัตว์ แต่ด้วยบุญบารมีที่สั่งสมมา พระองค์ก็ทรงเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง และทรงมีพระปรีชาสามารถยิ่งนัก แม้รูปลักษณ์ภายนอกอาจดูน่ากลัว แต่ภายในจิตใจกลับบริสุทธิ์
เมื่อพระราชาสวรรคต พระโอรสพระนางกัณหา จึงได้ขึ้นครองราชย์สืบไป ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยความยุติธรรม และทรงเป็นที่รักของทุกคน
นิทานเรื่องนี้สอนให้เห็นว่า ความอิจฉาริษยาและความทะเยอทะยานในทางที่ผิด ย่อมนำมาซึ่งความพินาศ และการกระทำอันดีงาม แม้จะถูกมองข้ามในเบื้องต้น ก็ย่อมส่งผลดีในที่สุด
— In-Article Ad —
ความอิจฉาริษยาและความทะเยอทะยานในทางที่ผิดนำมาซึ่งหายนะ การกระทำอันดีงามย่อมส่งผลดีในที่สุด.
บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตาบารมี, ขันติบารมี
— Ad Space (728x90) —
96เอกนิบาตมหาปังกาฬิกชาดกณ เมืองสาวัตถี อันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภถึงพระราชาผู้ท...
💡 การมีจิตคิดพยาบาทอาฆาต แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจนำมาซึ่งผลกรรมอันเลวร้ายได้ ควรหมั่นเจริญเมตตาจิตอยู่เสมอ
295ติกนิบาตมหาสุบินชาดกณ กรุงพาราณสี พระราชาพระองค์หนึ่งทรงเป็นที่เลื่องลือในพระปรีชาสามารถและความเฉลียวฉลาด แต...
💡 การตีความสิ่งต่างๆ ขึ้นอยู่กับทัศนคติและจิตใจของผู้มอง หากมีจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาและมองโลกในแง่ดี สิ่งร้ายก็อาจกลายเป็นสิ่งดีได้.
273ติกนิบาตสัญชัยชาดก (Sañjaya Jātaka)กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองสาวัตถีอันรุ่งโรจน์ มีบุรุษผู้หนึ่งนามว่า ส...
💡 ปัญญาและความเฉลียวฉลาดสามารถนำมาซึ่งความยุติธรรม การใช้เหตุผลและพยานหลักฐานในการตัดสินเรื่องราวต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ การตัดสินผู้อื่นโดยปราศจากหลักฐานที่ชัดเจนอาจนำมาซึ่งความผิดพลาด
25เอกนิบาตจุลลเสฏฐิชาดกในสมัยพุทธกาล ณ เมืองสาวัตถี อันเป็นเมืองที่รุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา มีชายหนุ่มผู้หนึ่...
💡 ความฟุ่มเฟือยและความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ ควรประหยัดอดออม ขยันหมั่นเพียร และใช้ทรัพย์สินที่หามาได้ด้วยความชอบธรรม
116เอกนิบาตมหาธนูวังคชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นกาสีอันรุ่งเรือง มีพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระปัญจาลร...
💡 การไม่เชื่อฟังคำสอนที่ดี ทำให้พลาดโอกาสในการเรียนรู้และอาจนำไปสู่ความหายนะ.
63เอกนิบาตสุปารักขิตชาดก ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรืองในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นกษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราช...
💡 การใช้สติปัญญาและคุณธรรมในการแก้ไขปัญหา ย่อมมีพลังมากกว่ากำลังหรืออาวุธ
— Multiplex Ad —